นักจิตแพทย์ วิเคราะห์พฤติกรรม เจ้าขุน ที่ทำในรายการ 10 Fight 10 หลังแพ้น็อค แบงค์ ธิติ

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากเลยทีเดียว สำหรับพฤติกรรมของ เจ้าขุน จักรภัทร ที่ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมในรายการ 10 Fight 10 ที่ถ่ายทอดสดด้วยการชูนิ้วกลางให้กับกองเชียร์ แถมยังแย่งไมค์จากพิธีกรที่กำลังพูดอยู่อีกด้วย ทำให้ชาวเน็ตหลายๆคนวิจารณ์กันสั่นกับพฤติกรรมของเจ้าขุนที่ทำลงไป ล่าสุด คุณหมอมินบานเย็น หรือ คุณหมอเบญจพร ตันตสูติ นักจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และเจ้าของแฟนเพจ เข็นเด็กขึ้นภูเขาก็ได้ออกมาโพสต์วิเคราะห็พฤติกรรมที่เจ้าขุนทำในรายการว่า

#ไม่มีใครไม่เคยพ่ายแพ้และไม่เคยทำผิดพลาด

เมื่อวานมีประเด็นที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดีย เรื่องราวของการแข่งขันชกมวยรายการหนึ่งที่ภายหลังการแข่งขันมีการวิพากษ์วิจารณ์ที่ตามมาอย่างรุนแรง นั่นคือกรณีของเจ้าขุน ลูกชายของคุณเจเจตริน ที่ชกมวยแล้วแพ้น็อคให้กับน้องแบงค์ ประเด็นที่เกิดขึ้นก็คือ มีการวิจารณ์ว่าเจ้าขุนมีปฏิกิริยาที่ไม่เหมาะสมต่างๆ

หมอเพิ่งได้ดูคลิปรายการเมื่อคืนเป็นคลิปเต็ม ความเห็นส่วนตัวของหมอคือ แม้ว่าหมอเองคิดว่าการแสดงออกบางอย่างของเจ้าขุนอาจไม่เหมาะสมนัก แต่โดยรวมเจ้าขุนยอมรับการพ่ายแพ้ กล่าวชื่นชมแบงค์ คงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมเช่นกันที่คนอื่นๆจะไปวิพากษ์วิจารณ์ดุด่าว่ากล่าวอย่างรุนแรงอย่างที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย

อยากให้ทำความเข้าใจก่อนว่าเจ้าขุนชกมวยแพ้น็อค ทั้งที่มีความตั้งใจอย่างยิ่งว่าจะชกให้ชนะ วันก่อนในไอจีของเขา เขาโพสต์เอาไว้ด้วยว่า อยากจะชนะน็อค เพราะถ้าชนะคะแนนพ่ออาจจะถูกวิจารณ์ แสดงว่าเขาคงคิดว่าตัวเองคงจะชกชนะแน่นอน เมื่อมีความคาดหวังสูง จึงเป็นธรรมดาที่เมื่อผิดหวังเจ้าขุนจึงเสียใจและรู้สึกแย่มาก สังเกตว่าเจ้าขุนขอโทษพ่อแม่บ่อยมากๆ บอกว่าตัวเองซ้อมมาไม่พอ

สิ่งที่ควรพิจารณาต่อมาคือ เจ้าขุนก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ทำผิดพลาดและพ่ายแพ้ ก็เหมือนกับพวกเราทุกคนนั่นแหละ ไม่นับที่เจ้าขุนอายุ 16 ปี เขายังมีประสบการณ์ชีวิตไม่มาก และมีความหุนหันพลันแล่น ไม่คิดหน้าคิดหลังได้

แทนที่จะวิจารณ์รุนแรง น่าจะดีกว่าถ้าเรานำเหตุการณ์นี้มาสอนใจตัวเองและลูกหลานที่กำลังเติบโต ว่าในวันที่รู้สึกแย่ ผิดหวังเสียใจ ตรงนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการมีสติเพียงพอที่จะจัดการอารมณ์ด้านลบที่เกิดขึ้น

ไม่เพียงแต่กีฬาที่มีแพ้และชนะ แต่ชีวิตคนเราก็เช่นกัน ที่ต้องมีสมหวังและผิดหวัง เหมือนสภาพอากาศ ในวันที่ฟ้าสว่างแดดส่องจ้า อยู่ดีๆ เมฆทะมึนก็เข้ามาและฝนก็ตกหนักได้ สิ่งที่เราทำได้ไม่ใช่การทำให้ฝนไม่ตก เราทำได้เพียงการเตรียมตัวรับมือ ถ้าฝนตกก็กางร่ม หลบเข้าที่กำบัง เมื่อฝนหยุดแล้วเราก็จะก้าวเดินต่อไปได้

สติสัมปชัญญะมีความสำคัญที่สุดในวันที่ปัญหาและอุปสรรคผ่านเข้ามา

นอกจากนั้นหลายคนในโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์การจัดการของคุณเจบนเวที แต่ส่วนตัวหมอเห็นว่า การที่คุณเจเข้าไปกอดลูกชาย ก็วิธีหนึ่งที่พ่ออาจจะช่วยทำให้ลูกชายมีสติมากขึ้น คุณเจก็พูดสอนบนเวทีแล้วว่า ไม่เป็นไรลูกกีฬามีแพ้มีชนะนะลูก ส่วนที่ให้เข็มขัด ก็เป็นการให้เชิงให้กำลังใจ คงไม่ได้ให้จริงๆอยู่แล้ว เจ้าขุนเองก็ทราบดี

ตอนที่ลูกกำลังมีอารมณ์ท่วมท้นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือการรับฟังความรู้สึก แสดงความเข้าใจ ไม่ใช่การตำหนิดุด่าต่อหน้าธารกำนัล ถ้าทำไปก็เหมือนการประจานให้รู้สึกแย่ ลองคิดถึงตอนที่พวกเราทำผิด ถึงจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เราก็ไม่อยากถูกประจานและทำให้อับอาย บางทีก็ยิ่งไปตำหนิรุนแรงอาจสร้างความรู้สึกต่อต้านมากขึ้นด้วย

คุณเจเองอาจจะนำเรื่องราวนี้ไปพูดคุยกับลูกที่บ้านตอนที่เจ้าขุนใจเย็นลงแล้ว บางคอมเมนท์ในโซเชียลบอกว่า ทำไมพ่อไม่สอนลูก แต่เราเห็นเขาตลอด 24 ชั่วโมงหรือเปล่า ก็คงไม่ใช่ ดังนั้นถ้าเราไม่ทราบเรื่องทั้งหมดก็ไม่ควรไปวิจารณ์เรื่องการเลี้ยงดูบุตรของใครดีกว่า

มันมีเส้นแบ่งบางๆระหว่างการตักเตือนในเชิงสร้างสรรค์และการ Cyberbullying และในความเป็นจริง เรากำลังเรียกร้องมารยาทของเจ้าขุน แต่เราอาจลืมมารยาทในการใช้โซเชียล หรือ Digital Intelligence ในการวิพากษ์วิจารณ์ใครๆ เช่นกัน

เจ้าขุนเองก็เป็นวัยรุ่นอายุ 16 ปี ที่กำลังก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ เขามีโอกาสและยังต้องเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตต่างๆอีกมาก จะดีกว่าไหมหากเราช่วยกันตักเตือนในเชิงสร้างสรรค์ และหมอคิดว่าเจ้าขุนเองก็คงได้เรียนรู้อะไรต่างๆจากเรื่องนี้มากทีเดียว

ขอแสดงความยินดีกับแบงค์ที่ได้แชมป์ (หมอติดตามแบงค์มาตั้งแต่แสดงฮอร์โมน เมย์ไหน และ Spike) และขอแสดงความยินดีกับเจ้าขุนด้วยถึงแม้จะแพ้ เพราะการเรียนรู้การพ่ายแพ้จะทำให้เราเติบโตขึ้น

ขอบคุณข้อมูล:เฟซบุ๊ก เข็นเด็กขึ้นภูเขา

เรียบเรียงโดย:setup999

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


Captcha
÷ seven = one